03 มิถุนายน 2558

3 วิธีจัดการและป้องกันแบตเตอรี่โทรศัพท์เสื่อม หากเสื่อมแล้วเราซ่อมได้

สวัสดีครับทุกท่านที่เข้ามาในเว็บไซต์ซิกเซ้นท์โมบาย แบตเตอรี่เป็นสิ่งที่สำคัญนับว่าเป็นอายุของสมาร์ทโฟนเลยก็ว่าได้ เพราะว่าหากแบตเตอรี่หมดสมาร์ทโฟนก็ใช้งานไม่ได้ และหากว่าแบตเตอรี่เสื่อมก็ไม่อาจที่จะใช้สมาร์ทโฟนได้เต็มความสามารถได้

ในบทความนี้ขอสรุปเป็น 3 ส่วนเพื่อประหยัดเวลาของผู้อ่านนะครับ
ส่วนที่ 1 คือสิ่งที่ห้ามทำเพื่อไม่ให้แบตเตอรี่เสื่อมง่าย
ส่วนที่ 2 คือวิธีการเช็คว่าแบตเตอรี่ได้เสื่อมคุณภาพแล้ว
ส่วนที่ 3 คือวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ที่ถูกวิธีครับ


  • ส่วนที่ 1 สิ่งที่ห้ามทำเพื่อไม่ให้แบตเตอรี่เสื่อมง่าย
    • อย่าให้แบตเตอรี่ร้อนหรือร้อนจัด ผู้ผลิตกำหนดไว้ว่าเมื่อแบตเตอรี่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่ามาตรฐานจะทำให้เซลล์ของแบตเตอรี่เสื่อมสภาพเร็วขึ้น ส่งผลให้แบตเตอรี่ของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตเสื่อมเร็วตามไปด้วย
      วิธีแก้คือ เวลาที่เราเล่นสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตเมื่อสัมผัสตัวเครื่องแล้วรู้สึกว่าตัวเครื่องเริ่มร้อนหรือร้อนขึ้นผิดปกติ ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้เครื่องร้อน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟในปริมาณมาก หรือสภาพแวดล้อมที่ร้อน เมื่อเรารู้สึกว่าเครื่องเริ่มร้อนพยายามอย่าเล่นมือถือหรือแท็บเล็ตต่อ ให้วางหยุดสักพักจนความร้อนระบายออกไปจากตัวเครื่องก่อนก็จะเป็นวิธีง่ายๆที่จะช่วยทำให้แบตเตอรี่ไม่เสื่อมสภาพหรือเสื่อมสภาพน้อยที่สุดได้ครับ 
    • ห้ามปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง ในปัจจุบันแบตเตอรี่ประเภท Lithium-Ion (Polymer) ถ้าปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเกลี้ยงเลยบ่อยๆ แล้วชาร์จก็จะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพได้ไวขึ้นและคายประจุออกไปเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลให้ความจุแบตเตอรี่น้อยลงตามไปด้วย การใช้งานสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็ได้น้อยลงด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าแบตเตอรี่เหลือสักประมาณ 30-40% ก็เริ่มสามารถเริ่มชาร์จได้แล้วนะครับ
    • เลี่ยงการใช้ที่ชาร์จปลอมหรือพาวเวอร์แบ็งค์ที่ไมได้มาตรฐาน ที่ชาร์จปลอมนั้นจะจ่ายไฟได้ไม่นิ่งเท่ากับที่ชาร์จของแท้ เป็นอันตรายมากๆและส่งผลเสียต่อแบตเตอรี่ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งส่งผลให้แบตเตอรี่เสื่อมได้ไวขึ้น และอาจจะเป็นสาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุต่างๆที่จะเกิดขึ้นจากการใช้ที่ชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานยกตัวอย่าง เช่น แบตเตอรี่ระเบิดเป็นต้น
  • ส่วนที่ 2 วิธีการเช็คว่าแบตเตอรี่ได้เสื่อมคุณภาพแล้ว

    • สังเกตจากการใช้งานคือแบตเตอรี่ไหลเป็นสายนำ้ ปกติการใช้งานไม่ควรลดแบบรวดเร็วเกินไป เป็นที่เข้าใจผิดว่าแบตเตอรี่โทรศัพท์ต้องอยู่ได้นานประมาณ 2-3 ปีอันที่จริงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนะครับ เพราะนอกจากการใช้งานโดยตรงยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เสื่อมเร็วด้วยเช่น ชาร์จไปเล่นไป หรือปล่อยให้อยู่ในสภาพที่ร้อนมาก ก็อาจทำให้อายุแบตเตอรี่สั้นลงด้วยครับ
    • แบตเตอรี่เล่นกลได้ด้วย เมื่อก่อนยัง 70% อยู่เลย แป๊บเดียว 40% สักพักก็ดับไปเลย ไม่ใช่สัญญาณเตือนแล้ว นี่มันเสื่อมแล้วจริงๆ
    • ตรวจสอบด้วยแอพเช็คแบตเตอรี่ในแอนดรอย์ หากเป็นไอโฟนก็ต้องเจลเบรคเพื่อนับค่าประจุที่สูญเสียไป ซึ่งจะมาแนะนำในภายหลังครับ
    • เช็คด้วยสายตา คือแบตเตอรี่หากถอดได้ก็ถอดออกมาต้องอยู่ในสภาพปกติ อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่บวมอาจเสี่ยงต่อการระเบิดได้
  • ส่วนที่ 3 คือวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ที่ถูกวิธีครับ
    • ควรชาร์จไฟก็ต่อเมื่อระดับแบตเตอรี่อยู่ที่ 65-70%(1C) จะดีที่สุด แต่การใช้งานจริงคงจะได้ระดับ 35-60%(2C) ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ ซึ่งจากผลการทดสอบจากต่างประเทศได้ ระบุว่า หากชาร์จแบตเตอรี่ที่ระดับ 3C จะสามารถชาร์จได้ประมาณ 300 รอบ(Cycle) แต่หากเราชาร์จที่ระดับ 1C และ 2C จะสามารถชาร์จได้มากกว่า 400-500 รอบ (Cycle) "ดังนั้นไม่ควรชาร์จในขณะที่แบตต่ำกว่า 30% นั่นเอง เพราะมันจะเสื่อมเร็ว"
    • จะชาร์จเมื่อไรก็ชาร์จไป (ตามข้อที่ 1) แต่ห้ามใช้แบตจนหมดเกลี้ยงในระดับเปิดเครื่องไม่ติด (แบตเหลือ 0%) โดยเด็ดขาดเพราะแบตมันจะพังไวมาก!!
    • ถ้าหากไม่ได้ใช้มือถือเป็นเวลานาน และแบตเตอรี่สามารถถอดออกมาได้ ควรถอดแบตเตอรี่เก็บไว้ในขณะที่มีประจุประมาณ 40% และควรที่จะเก็บเอาไว้ในที่เย็น และไม่มีความชื้นครับ โดยค่า 40% นั้นเป็นตัวเลขที่มาจากห้องทดลองเลยทีเดียว
    • มือถือและแท๊บเลทในปัจจุบันนั้น มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จแบตจนเต็ม 100% และมันจะต่อไฟตรงเหมือนกับที่เราเห็นมันขึ้นเป็นรูปสายไฟแทนฟ้าผ่านั่นแหละ แต่ถ้าหากแบตมันลดลงเพียง 1% มันก็จะชาร์จใหม่ ดังจะเห็นว่าไม่ว่าเราจะเล่นเกมส์หนักหน่วงขนาดไหนในขณะที่ชาร์จมันก็จะเต็มตลอด (ไม่เหมือนโน๊ตบุ๊คที่จะตัดไฟเมื่อแบตเต็ม และชาร์จใหม่เมื่อแบตลดลงเหลือ 90%) ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียรอบการชาร์จไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อเราชาร์จเสร็จก็ควรถอดปลั๊กเพื่อนำมาใช้งาน และเมื่อถึงระดับ 35-70% ค่อยนำกลับไปชาร์จใหม่จะดีที่สุด
    • ควรใช้ที่ชาร์จที่มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงที่ชาร์จปลอมเพราะอาจจะทำให้จ่ายไฟไม่นิ่งได้ และสิ่งที่หลายคนนั้นมองข้ามไปนั่นก็คือ สายไฟที่เราใช้ชาร์จนั่นเอง ก็ควรที่จะเป็นสายที่มีคุณภาพในการนำไฟฟ้าได้ดีในระดับหนึ่งเหมือนกัน 
    • หลีกเลี่ยงการทำแบตเตอรี่ตกพื้น เพราะอาจจะทำให้สารเคมีในแบตรั่วไหล หรือขั้วแบตอาจจะหลุดออกมาก็เป็นได้ ซึ่งจะส่งผลให้จ่ายไฟไม่นิ่ง และการใช้งานกับตัวเครื่องมือถือหรือแท๊บเลทมีปัญหาได้
    • เวลาชาร์จควรเสียบที่ชาร์จกับปลั๊กไฟก่อน แล้วค่อยเอาหัวชาร์จมาเสียบกับมือถือ/แท๊บเลทอีกทีเพื่อป้องกันไฟกระชาก

หวังว่าผู้อ่านได้จะได้รับความรู้เรื่องแบตเตอรี่ครบถ้วนแล้วครับ หากโทรศัพท์ของลูกค้ามีปัญหาก็สามารถติดต่อเราเพื่อให้เปลี่ยนแบตหรือซ่อมโทรศัพท์ก็ได้ครับผม
เนื้อหาจาก Advice.co.th, SiamPhone.com, และ tukkaeit.com
แก้ไขเพิ่มเติมโดยเว็บซิกเซ้นท์โมบาย(SixSenseMobile)